
เจาะลึกศึกเก๋งเล็กประหยัดพลังงานปี 2026: เลือกตัวไหนจบสุดในงบ 7 แสน?
ในยุคที่ค่าครองชีพและราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง การมองหารถยนต์คู่ใจสักคันที่ตอบโจทย์ทั้งความประหยัด ความคุ้มค่า และสมรรถนะการใช้งานจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับปี 2026 นี้ ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กในกลุ่มราคา 700,000 บาท ขยับตัวเข้าสู่ยุคพลังงานทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายตั้งแต่มวยแม่เหล็กระบบไฮบริด (HEV) ไปจนถึงปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) คันใหญ่ในราคาจับต้องได้
บทความนี้ผมจะพาคุณมาวิเคราะห์แบบเจาะลึกในฐานะที่ปรึกษาด้านยานยนต์และการเงินที่มีประสบการณ์ในวงการกว่า 10 ปี โดยเราจะนำรถยนต์กระแสแรง 3 รุ่นมาแบทเทิลกันแบบช็อตต่อช็อต ได้แก่ Toyota Yaris ATIV HEV, Honda City e:HEV และ BYD Seal 5 DM-i เพื่อช่วยคุณตัดสินใจว่าเงินก้อนใหญ่ของคุณควรจะไปจบที่รถคันไหน ถึงจะคุ้มค่ากับดอกเบี้ยสินเชื่อและเงินในกระเป๋ามากที่สุด
วิเคราะห์ 3 ขุนพล: จุดเด่น จุดด้อย และเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เพื่อการเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจน เรามาเริ่มกันที่การจัดเซกเมนต์และทำความเข้าใจธรรมชาติของรถแต่ละรุ่นกันก่อนครับ เพราะในแง่เทคนิคแล้ว ทั้ง 3 คันนี้มีโครงสร้างทางวิศวกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
| ข้อมูลทางเทคนิคและราคา | Toyota Yaris ATIV HEV | Honda City e:HEV | BYD Seal 5 DM-i |
| :— | :— | :— | :— |
| ประเภทระบบขับเคลื่อน | Full Hybrid (เน้นสลับการทำงาน) | Full Hybrid (i-MMD เน้นมอเตอร์) | Plug-in Hybrid (PHEV ชาร์จไฟได้) |
| พละกำลังรวมสูงสุด | 111 แรงม้า | 109 แรงม้า (แรงบิดมอเตอร์ 253 นิวตันเมตร) | 214 แรงม้า (ระบบทำงานร่วมกัน) |
| อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง | 29.4 กม./ลิตร | 27.8 กม./ลิตร | 26.3 กม./ลิตร (เมื่อน้ำมันล้วน) |
| ขนาดตัวถัง (Segment) | B-Segment (Eco Car) | B-Segment (City Car) | C-Segment (Compact Car) |
| ราคาเริ่มต้น (ประมาณการปี 2026) | 729,000 บาท (รุ่น Premium) | 729,000 บาท (รุ่น e:HEV SV) | 699,000 บาท (รุ่น Top) |
Toyota Yaris ATIV HEV: นิยามของคำว่า “ทางเลือกที่ปลอดภัยและสบายใจ”
โตโยต้ายังคงเป็นแบรนด์ที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยดีที่สุด สำหรับ Yaris ATIV HEV นั้น จุดขายหลักไม่ใช่ความเร็วแรงที่ปรู๊ดปร๊าด แต่คือ ความสมดุลและความน่าเชื่อถือ ระบบไฮบริดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 4 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวม 111 แรงม้า แม้ตัวเลขแรงม้าจะไม่หวือหวา แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาคืออัตราการประหยัดน้ำมันที่เคลมไว้สูงถึง 29.4 กม./ลิตร
ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับผู้ซื้อรถมานาน ข้อดีที่สุดของรถคันนี้คือ “ความสบายใจในระยะยาว” ศูนย์บริการที่ครอบคลุมทุกอำเภอ ราคาขายต่อในตลาดมือสองที่เป็นมิตร และค่าบำรุงรักษาที่คาดเดาได้ง่าย รถคันนี้ไม่จำเป็นต้องง้อสถานีชาร์จไฟ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่อาศัยอยู่คอนโดมิเนียม หรือต้องเดินทางไกลไปต่างจังหวัดบ่อยๆ โดยไม่ต้องมานั่งคำนวณจุดแวะชาร์จพลังงานให้ปวดหัว
ทางเลือกย่อยที่น่าสนใจของ Yaris ATIV HEV:
รุ่น HEV Premium (729,000 บาท): ตกแต่งสไตล์เรียบหรู คอนโซลสีดำ-เทา ช่วงล่างเซ็ตมานุ่มนวล เน้นการขับขี่ในเมืองที่สะดวกสบายและประหยัดน้ำมันสูงสุด
รุ่น HEV GR Sport (779,000 บาท): เพิ่มเงินอีก 50,000 บาท สิ่งที่คุณจะได้ไม่ใช่แค่ชุดแต่งดุดันรอบคัน ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว หรือห้องโดยสารโทนดำ-แดงเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือ การปรับจูนระบบช่วงล่างและพวงมาลัยพิเศษจาก Gazoo Racing สปริงมีความแข็งกระชับขึ้น พวงมาลัยตอบสนองคมขึ้นในความเร็วสูง เหมาะสำหรับคนชอบขับรถเร็วกว่าปกติเล็กน้อยและต้องการความมั่นใจเพิ่มขึ้น
Honda City e:HEV: ไฮบริดสายพันธุ์สปอร์ต ขับสนุก ตอบสนองทันใจ
ถ้าถามผมว่าในบรรดารถไฮบริดพิกัดนี้ คันไหนขับแล้วให้ความรู้สึกเร้าใจที่สุด คำตอบคือ Honda City e:HEV อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยระบบ Full-Hybrid i-MMD ที่วิศวกรฮอนด้าตั้งใจเซ็ตให้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในความเร็วต่ำถึงปานกลาง ทำให้แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 253 นิวตันเมตร ทำงานทันทีที่กดคันเร่ง อัตราเร่งตีนต้นจึงดึงสนุกและให้ความรู้สึกสปอร์ตกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
โครงสร้างห้องโดยสารของ City ออกแบบมาให้มีความโปร่งโล่ง ทัศนวิสัยการขับขี่ดีเยี่ยม พร้อมออปชันที่หลายคนถวิลหาอย่างเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) พร้อมระบบ Auto Brake Hold ช่วงล่างและพวงมาลัยให้ความรู้สึกมั่นใจในการสาดโค้ง ถือเป็นรถที่ตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่นหรือคนทำงานที่ยังรักความสนุกหลังพวงมาลัย แต่ก็ยังคงได้ความประหยัดในระดับ 27-28 กม./ลิตร เป็นของแถม
BYD Seal 5 DM-i: ยักษ์ใหญ่ข้ามรุ่น เทคโนโลยีข้ามขั้น ในราคาช็อกตลาด
การเข้ามาของ BYD Seal 5 DM-i ถือเป็นการข้ามมาเขย่าเค้กก้อนเดียวกับรถเก๋งเล็กอย่างรุนแรง เพราะนี่คือรถยนต์ในพิกัด C-Segment (ขนาดเท่ากับพวก Civic หรือ Altis) แต่เปิดตัวรุ่นท็อปมาด้วยราคาเพียง 699,000 บาท ซึ่งถูกกว่ารถไฮบริดบีเซกเมนต์ของเจ้าตลาดเสียอีก
จุดเด่นสำคัญคือระบบ Plug-in Hybrid (PHEV) ที่มอบ “สิ่งที่ดีที่สุดจากทั้งสองโลก” กล่าวคือ คุณสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟบ้านเพื่อวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้า 100% (EV Mode) ได้ระยะทางประมาณ 50-60 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการขับไปทำงานในเมืองโดยไม่ต้องใช้น้ำมันเลยสักหยด และเมื่อแบตเตอรี่หมด ระบบเครื่องยนต์ก็จะสตาร์ทขึ้นมาทำงานร่วมกันในรูปแบบไฮบริด เดินทางไกลได้ทันทีโดยไม่มีอาการ “วิตกกังวลเรื่องระยะทาง” (Range Anxiety) เหมือนรถไฟฟ้าล้วน นอกจากนี้ห้องโดยสารยังกว้างขวางและให้ความรู้สึกหรูหราตามสไตล์รถไซส์ใหญ่กว่าอีกด้วย
What This Means for You: ข้อมูลนี้มีความหมายต่อเงินในกระเป๋าคุณอย่างไร?
การเลือกซื้อรถยนต์ในปี 2026 ไม่ใช่แค่การเลือกดีไซน์ที่ชอบ แต่คือ การบริหารต้นทุนทางการเงิน (Total Cost of Ownership) การตัดสินใจผิดพลาดอาจหมายถึงภาระผูกพันระยะยาว 5-7 ปี ที่สร้างความปวดหัวให้คุณได้
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ:
หากคุณเลือกรถที่ราคาถูกกว่าในตอนซื้อ แต่อัตราสิ้นเปลืองแย่กว่า หรือมีค่าเสื่อมราคาที่ตกฮวบในอนาคต เงินที่ประหยัดได้ในวันแรกอาจจะมลายหายไปในรูปของค่าน้ำมันและราคาขายต่อที่ขาดทุนป่นปี้ ในทางกลับกัน การยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อระบบไฮบริดที่เสถียร อาจช่วยเซฟเงินในกระเป๋าคุณได้หลักแสนบาทเมื่อผ่านไป 5 ปี
ดังนั้น ก่อนที่คุณจะเดินเข้าโชว์รูมเพื่อเซ็นสัญญาค้ำประกันหรือยื่นกู้ ขอให้พิจารณาพฤติกรรมการใช้ชีวิตและเงื่อนไขที่พักอาศัยของคุณเป็นตัวตั้ง เพราะรถแต่ละระบบมีต้นทุนแฝงที่แตกต่างกัน
Comparison Scenario: ลูกค้า A vs ลูกค้า B กับทางเลือกที่ใช่
เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบทางการเงินที่ชัดเจน ผมขอแชร์กรณีศึกษาเปรียบเทียบจากประสบการณ์จริงของลูกค้าสองท่านที่มีโจทย์ต่างกันครับ
เคสที่ 1: คุณกิตติพงษ์ (เน้นความชัวร์ อยู่คอนโด เดินทางต่างจังหวัดบ่อย)
คุณกิตติพงษ์ พักอาศัยอยู่คอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิท ไม่มีตู้ชาร์จไฟส่วนตัว และต้องขับรถไปติดต่องานที่ชลบุรีและระยองสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โจทย์คือต้องการรถที่ประหยัดน้ำมัน ไม่จุกจิก และขายต่อได้ราคา
การตัดสินใจ: เลือก Toyota Yaris ATIV HEV Premium
ผลลัพธ์: ขับใช้งานผ่านไป 1 ปี วิ่งไป 35,000 กิโลเมตร ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 26 กม./ลิตร (ใช้งานจริง) เติมน้ำมันสะดวกสบาย ไม่ต้องแย่งตู้ชาร์จกับใครในวันหยุด ค่าเช็กระยะตามวงรอบต่ำมาก และสบายใจเรื่องมูลค่าตัวรถที่เสื่อมสภาพช้าตามมาตรฐานโตโยต้า
เคสที่ 2: คุณนภาพร (บ้านเดี่ยว มีที่ชาร์จไฟ ขับใช้งานในเมืองเป็นหลัก)
คุณนภาพร เป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีบ้านเดี่ยวในหมู่บ้านจัดสรรย่านบางนา ระยะทางไปกลับที่ทำงานวันละ 40 กิโลเมตร สภาพการจราจรติดขัด มีงบประมาณจำกัดแต่อยากได้รถคันใหญ่หน่อยเผื่อพาคุณพ่อคุณแม่ไปทานข้าวเสาร์-อาทิตย์
การตัดสินใจ: เลือก BYD Seal 5 DM-i พร้อมติดตั้ง Wallbox ที่บ้าน
ผลลัพธ์: ในวันธรรมดา คุณนภาพรชาร์จไฟจากบ้านเต็ม 100% ตอนกลางคืน (ใช้ค่าไฟช่วง Off-Peak ตกหน่วยละไม่ถึง 3 บาท) ขับไปทำงานด้วยโหมด EV 100% แทบไม่ได้ใช้น้ำมันเลย ประหยัดค่าพลังงานเหลือเพียงกิโลเมตรละประมาณ 0.5 – 0.7 บาท เท่านั้น ส่วนวันหยุดยาวขับไปเที่ยวหัวหินก็ไม่ต้องกลัวแบตหมดเพราะมีน้ำมันรองรับ ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากระบบ PHEV ได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด
Should You Buy, Wait, or Refinance/Invest? แนวทางการตัดสินใจ ณ ชั่วโมงนี้
หากคุณกำลังยืนอยู่บนทางแยกและคำนวณงบประมาณในใจ นี่คือคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ตามสถานการณ์การเงินของคุณครับ:
ซื้อทันที (Buy) หากคุณขับรถวันละเกิน 50 กิโลเมตรขึ้นไป: เทคโนโลยีไฮบริดและ PHEV ในปี 2026 นิ่งและเสถียรมากแล้ว ยิ่งคุณใช้รถเยอะ ส่วนต่างค่าน้ำมันที่ประหยัดได้เมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาปล้วนรุ่นเก่า จะกลับมาเป็นกระแสเงินสดในกระเป๋าคุณทันที คุ้มค่าที่จะเปลี่ยนรถใหม่เพื่อลดรายจ่ายรายเดือน
ชะลอการซื้อออกไปก่อน (Wait) หากต้องการรถไฟฟ้า 100% ที่เสถียรกว่านี้: แต่ถ้าโจทย์ของคุณคือรักความประหยัดแบบไฮบริด 3 รุ่นนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของความคุ้มค่าในเวลานี้แล้ว ราคาจะไม่ลงไปมากกว่านี้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนค่อนข้างคงที่แล้ว
เลือกรีไฟแนนซ์หรือบริหารพอร์ตเงินกู้ (Refinancing / Financial Strategy): สำหรับผู้ที่มีรถคันเดิมอยู่แล้วและยังผ่อนไม่หมด การจะเทิร์นรถเพื่อมาซื้อรถใหม่ช่วงนี้ ควรคำนวณค่าตัวรถที่เหลือกับยอดหนี้ให้ดี หากยอดหนี้ท่วมมูลค่ารถเดิม (ติดแบล็กเบิร์ด) แนะนำให้ใช้คันเดิมไปก่อน หรือมองหาแนวทางการรีไฟแนนซ์บ้าน/สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า เพื่อนำเงินมาปิดบัญชีรถคันเก่า แทนการปล่อยให้โดนยึดซึ่งจะเสียประวัติทางการเงินรุนแรง
Best Financial Strategies Right Now (2026): กลยุทธ์การเงินเพื่อการออกรถยนต์
การเป็นเจ้าของรถยนต์ไม่ได้จบแค่วันรับรถ แต่เรื่องของ home loans หรือ mortgage rates และเครดิตทางการเงินส่วนบุคคลล้วนเชื่อมโยงกัน หากคุณวางแผนจะซื้อบ้านในเร็วๆ นี้ การก่อหนี้รถยนต์ก้อนใหญ่อาจส่งผลต่อความสามารถในการกู้ซื้อที่อยู่อาศัย (Debt-to-Income Ratio)
ผมขอแนะนำแนวทางการบริหารสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ในปี 2026 ดังนี้ครับ:
เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและโปรโมชันแฝง: อย่าดูแค่ตัวเลขเงินดาวน์ต่ำ รถบางค่ายอาจเสนอราคาตัวรถที่ถูกกว่า เช่น BYD ที่ 699,000 บาท แต่วิเคราะห์ให้ดีว่าอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อเป็นแบบคงที่ (Flat Rate) ที่เท่าไหร่ เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแท้จริง (Effective Rate) แล้วแพงกว่าค่ายญี่ปุ่นหรือไม่ นอกจากนี้ควรเช็กราคา insurance (ประกันภัยชั้น 1) ในปีที่ 2-3 ด้วย เพราะรถแบรนด์ใหม่อาจมีเบี้ยประกันที่สูงกว่ารถตลาดทั่วไป
วางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 20-25%: การดาวน์ต่ำหรือดาวน์ 0% จะทำให้คุณเจอดอกเบี้ยสะสมที่แพงมหาศาล และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันต้องขายรถออกในอนาคต เงินที่ขายได้อาจจะไม่พอกลบหนี้ไฟแนนซ์ การดาวน์ 25% นอกจากจะช่วยให้ผ่านอนุมัติง่ายแล้ว ยังช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ
เลือกระยะเวลาผ่อนไม่เกิน 48 – 60 งวด: แม้ไฟแนนซ์ยุคนี้จะขยายระยะเวลาผ่อนไปถึง 84 งวด แต่การผ่อนยาวขนาดนั้นจะทำให้คุณจ่ายดอกเบี้ยทิ้งเปล่าๆ เกือบเท่าราคาเงินสดของรถครึ่งคัน การผ่อนสั้นช่วยให้คุณเป็นไทแก่ตัวเร็วขึ้นและเหลือเงินไปลงทุนในทรัพย์สินที่มูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น real estate investment ได้เร็วขึ้น
Mistakes to Avoid That Could Cost You Money: 3 ข้อผิดพลาดที่อาจทำให้คุณเสียเงินหลักแสน
จากประสบการณ์ 10 ปีในวงการ ผมเห็นผู้ซื้อรถจำนวนมากต้องตกที่นั่งลำบากเพียงเพราะมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหลานี้:
หลงกล “สงครามราคา” จนลืมคำนวณค่าเสื่อม: รถบางรุ่นลดราคาลงมาน่าใจหาย แต่อย่าลืมว่าในตลาดรถยนต์มือสอง ยิ่งแบรนด์มีความเสถียรน้อย ราคาขายต่อยิ่งดิ่งเหว หากคุณมีพฤติกรรมชอบเปลี่ยนรถทุกๆ 5 ปี การเลือกแบรนด์เจ้าตลาดอย่าง Toyota หรือ Honda จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าตอนขายต่อได้ดีกว่าแบรนด์ใหม่ที่เน้นหั่นราคา
ซื้อรถ PHEV แต่ไม่มีที่ชาร์จไฟที่บ้าน: นี่คือหายนะทางการเงินอย่างแท้จริง หากคุณซื้อ BYD Seal 5 DM-i เพราะชอบความคุ้มค่า แต่ต้องอาศัยการแบกน้ำหนักแบตเตอรี่ขนาดใหญ่วิ่งไปมาโดยไม่ได้ชาร์จไฟเลย คุณจะต้องจ่ายค่าน้ำมันในอัตราที่พอๆ กับรถยนต์ปกติ แถมยังต้องเสียเวลาหาตู้ชาร์จนอกบ้านที่ราคาค่าไฟสาธารณะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีที่ชาร์จส่วนตัว แนะนำให้ไปคบกับ Yaris ATIV หรือ City e:HEV จะตรงโจทย์กว่าครับ
มองข้ามค่าใช้จ่ายแฝงหลังหมดระยะรับประกัน: รถยนต์ไฮบริดมีส่วนประกอบที่ซับซ้อน ทั้งเครื่องยนต์ มอเตอร์ และแบตเตอรี่แรงดันสูง ควรศึกษาเงื่อนไขการรับประกันระบบไฮบริดและแบตเตอรี่ให้ละเอียด ค่ายที่ให้การรับประกันยาวนานกว่าย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่ลดลงของคุณหลังจากพ้นปีที่ 5 เป็นต้นไป
สรุปฟันธง: รถคันไหนคือทางเลือกที่ “จบที่สุด” สำหรับคุณ?
ไม่มีรถยนต์คันไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน มีแต่รถที่ “ใช่ที่สุด” สำหรับวิถีชีวิตและการเงินของคุณในเวลานี้
เลือก Toyota Yaris ATIV HEV หากคุณต้องการความคุ้มค่าสูงสุด ขับขี่สบายใจ ไม่ชอบความเสี่ยง ศูนย์บริการเยอะ ซ่อมง่าย ขายต่อได้ราคาดี และไม่มีที่ชาร์จไฟส่วนตัว (แนะนำรุ่น GR Sport หากชอบความมั่นใจในการขับขี่ทางไกลที่ความเร็วสูง)
เลือก Honda City e:HEV หากคุณเป็นคนชอบขับรถ รักความสปอร์ต ต้องการอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ ทัศนวิสัยโปร่ง และยอมจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยเพื่อแลกกับความสนุกและออปชันที่ครบครันสไตล์รถขับสนุก
เลือก BYD Seal 5 DM-i หากคุณต้องการรถคันใหญ่ระดับครอบครัว มีบ้านเดี่ยวที่พร้อมติดตั้งระบบชาร์จไฟ และต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการใช้น้ำมันเป็นศูนย์ในชีวิตประจำวัน โดยได้เทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่ถูกที่สุดในกลุ่ม
ก่อนที่คุณจะทำการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อกระแสเงินสดของคุณไปอีกหลายปี การทดลองขับและคำนวณข้อเสนอทางการเงินอย่างละเอียดคือสิ่งสำคัญที่สุด
หากคุณต้องการเช็กอัตราดอกเบี้ยล่าสุด เปรียบเทียบยอดผ่อนชำระ หรือค้นหาโปรโมชันที่คุ้มค่าที่สุดที่เหมาะกับฐานเงินเดือนของคุณ สามารถคลิกเข้าไปเปรียบเทียบข้อเสนอจากสถาบันการเงินชั้นนำและเช็กเงื่อนไขการออกรถที่ดีที่สุดได้ทันที เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนในยานพาหนะคันใหม่ของคุณในปี 2026 นี้ จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและสมบูรณ์แบบที่สุดครับ